สาระน่ารู้

น้ำวุ้นตาเสื่อม อันตรายจากการใช้คอมพิวเตอร์หรือมือถือ มีวิธีดูแลอย่างไร

เทคโนโลยีในปัจจุบันมีความก้าวหน้าไปอย่างมาก ทั้งทางด้านคอมพิวเตอร์ มือถือ โดยเฉพาะบนมือถือที่มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลาย เช่นการสื่อสาร การเล่นเกมส์ ดูหนัง ฟังเพลง ล้วนแล้วแต่มีความสะดวกสบาย แต่ปัญหาที่ตามมาคือ สุขภาพ ซึ่งแน่นอนว่าดวงตาของเราย่อมได้รับผลกระทบจากการใช้งานสิ่งเหล่านี้อย่างแน่นอน อาการวุ้นตาเสื่อม ภัยเงียบใกล้ตัว โดยปกติ ลูกตาเราจะมีวุ้นตา (vitreous) อยู่ภายในช่องตาส่วนหลังเพื่อคงรูปร่างของลูกตา ตั้งแต่เกิดวุ้นตาจะมีลักษณะเป็นเจลหนืด ใส ยึดติดกับจอตาที่บุอยู่ภายในลูกตาโดยรอบ ซึ่ง 99% ของวุ้นตาเป็นน้ำ ส่วนที่เหลือประกอบด้วยโปรตีน เส้นใย เช่น คอลลาเจน กรดไฮยาลูโรนิก และสารเกลือแร่ต่างๆ เมื่อเข้าสู่วัยกลางคนหรืออาจจะเร็วขึ้นในบางภาวะ วุ้นตาจะเสื่อมตัวกลายสภาพเป็นน้ำ เส้นใยไฟเบอร์ขนาดเล็กในตาจะหดจับกันเป็นก้อนตะกอนขุ่น และวุ้นตาจะลอกออกจากผิวจอตา ทำให้เห็นเป็นเงาดำ อาจเป็นจุดเล็กๆ เส้นๆ หรืออาจเป็นวงๆลอยไปมาในตา เรียกภาวะนี้ว่า posterior vitreous detachment (PVD) ซึ่งเกิดจากการหลุดลอกของวุ้นตาที่เกาะอยู่เป็นวงรอบขั้วประสาทตา ขณะที่วุ้นตาลอกตัวจากจอตา อาจมีการดึงรั้งของวุ้นตาที่จอตาบางบริเวณที่ยึดติดแน่น ทำให้เกิดการฉีกขาดที่จอตา พบได้ 10-20% ของผู้ป่วยที่มีวุ้นตาเสื่อม …

Read More
สาระน่ารู้

โรคสะเก็ดเงิน หรือ เรื้อนกวาง (Psoriasis) พร้อมวิธีดูแลแบบธรรมชาติ

ร่างกายมนุษย์เราในการป้องกันหรือลดอาการผิดปกติในร่างกาย ซึ่งบั่นทอนสุขภาพนี้ เกิดจากการที่ร่างกายสามารถปรับภูมิคุ้มกันให้มีระดับสมดุลอยู่ตลอดเวลา ไม่อยู่ในระดับมากเกินไปจนเกิดอาการผิดปกติ เช่น โรคที่เกิดจากการแพ้ภูมิตัวเอง (Auto-Immune Diseases) และไม่อยู่ในระดับที่น้อยเกินไปจนติดเชื้อและถูกกระทบโดยสิ่งแปลกปลอมได้ง่าย อีกนัยหนึ่ง คือ เกิดภาวะภูมิบำบัด (Auto Immunotherapy) ที่ทำให้เกิดภาวะภูมิคุ้มกันสมดุล (Immunomodulation หรือ Immune Balance) ขึ้นในร่างกายนั่นเอง โรคสะเก็ดเงิน หรือ เรื้อนกวาง (อังกฤษ: Psoriasis) เป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง ซึ่งเกิดจากการหนาตัวของชั้นหนังกำพร้า มีลักษณะเป็นตุ่มหรือปื้นแดง ที่มีขุยหรือสะเก็ดขาวติดอยู่ รอยโรคมักเกิดกับผิวหนังบริเวณที่ถูกเสียดสีบ่อยๆ รวมทั้งที่ศีรษะและเล็บด้วย ร้อยละ 30 ของผู้ป่วยจะมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ด้วย โรคนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด เชื่อว่าอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางพันธุกรรม และยังพบว่ายังเกี่ยวข้องกับความผิดปกติอื่นๆ เช่น ความผิดปกติใน metabolism ของ Arachidonic acid และความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของผิวหนัง บริเวณรอยโรคของ Psoriasis เซลล์ผิวหนังในชั้น epidermis มีการแบ่งตัวเร็วกว่าปกติหลายเท่า และเคลื่อนตัวมาที่ผิวนอกภายในเวลา …

Read More
สาระน่ารู้

โรคไซนัสอักเสบ คืออะไร รุนแรงแค่ไหน แล้วจะจัดการอย่างไร?

ไซนัส (Sinus) คือ โพรงอากาศเล็ก ๆ ในกะโหลกศีรษะที่อยู่รอบ ๆ จมูก ซึ่งมีทางเชื่อมมาเปิดที่โพรงจมูกอยู่หลายจุดทั้งด้านซ้ายและด้านขวา โดยมีหน้าที่ให้ความอบอุ่นและความชื้นแก่อากาศที่หายใจเข้าไปในทางเดินหายใจ ช่วยปรับเสียงพูด ช่วยในการรับรู้กลิ่น และสร้างเมือกเพื่อให้ความชื้นและชะล้างโพรงจมูก ภายในเยื่อบุโพรงไซนัส (โพรงอากาศ) จะมีขนอ่อน (Cilia) ที่คอยโบกพัดเพื่อระบายเอาเมือก (เสมหะหรือน้ำมูก) ออกมา ซึ่งในภาวะปกติจะมีการระบายของเมือกที่สร้างขึ้นในโพรงไซนัสลงมาที่รูเปิดในโพรงจมูกเพื่อให้ความชื้นและชะล้างโพรงจมูก แต่ถ้ารูเปิดเหล่านี้ถูกอุดกั้น เช่น จากการเป็นหวัด (เยื่อบุจมูกและไซนัสอักเสบบวม) การติดเชื้อหรือภูมิแพ้ ผนังกั้นช่องจมูกคด หรือมีริดสีดวงจมูก ก็จะทำให้เมือกในโพรงไซนัสไม่สามารถระบายเมือกออกมาได้ เมือกเหล่านี้จึงเกิดการหมักหมมจนกลายเป็นแหล่งอาหารสำหรับการเจริญเติบโตของเชื้อโรคที่ลุกลามมาจากโพรงจมูกเข้าไปในโพรงไซนัส จึงทำให้เยื่อบุไซนัสอักเสบบวม ขนอ่อนในโพรงไซนัสสูญเสียหน้าที่ในการขับเมือก และมีการสร้างและสะสมของเมือกมากขึ้น กลายเป็นหนองขังอยู่ในโพรงไซนัสทำให้เกิดอาการของโรคไซนัสอักเสบ ไซนัสอักเสบ (Sinusitis) แบ่งออกเป็นชนิดเฉียบพลัน (มีอาการน้อยกว่า 30 วัน) ชนิดกึ่งเฉียบพลัน (มีอาการอยู่ระหว่าง 30-90 วัน) และชนิดเรื้อรัง (มีอาการมากกว่า 90 วัน) โดยการอักเสบอาจเกิดกับไซนัสได้ทุกตำแหน่ง ได้แก่ ไซนัสข้างตา (Ethmoid sinus), ไซนัสหน้าผาก (Frontal sinus), ไซนัสโหนกแก้ม (Maxillary …

Read More
สาระน่ารู้

วิธีแก้ปากเหม็น!! กำจัดก้อนสีเหลืองเหม็นๆในปาก หรือ “นิ่วทอนซิล” ได้ด้วยวิธีง่ายๆ

นิ่วทอนซิล หรือ tonsilstone ปัญหาเล็กๆ ที่อาจกลายมาเป็นเรื่องใหญ่ได้ เพราะ “นิ่วทอนซิล” เป็นสาเหตุของกลิ่นปากหากไม่รีบรักษาก็อาจจะบานปลายได้ ซึ่งทีมงานชาเขียว.comได้ไปเจอวิธีแก้ได้ด้วยตัวเอง โดยคุณ unidentified สมาชิกเว็บไซต์พันทิปที่ได้ออกมาโพสต์แชร์วิธีการจัดการไอ้เจ้าก้อนนี้กันมาดูวิธีกันค่ะ ก่อนอื่นต้องบอกเลยครับว่า ผมรู้สึกรำคาญใจกับการมีก้อนเหลืองๆเหม็นๆในปาก หรือ ละเอียดกว่านั้น คือ มี tonsilstone ในซอกทอนซิล ซึ่งทำให้ผมขาดความมั่นใจในกลิ่นปากของตัวเองมาก ไม่ว่าคุณจะแปรงฟันสะอาดแค่ไหน หรือ บ้วนปากด้วยน้ำยาบ้วนปากดีแค่ไหน ก็ไม่ได้ช่วยให้กลิ่นปากคุณสดชื่นได้มากนักหากก้อนนั้นยังอยู่ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดก็คือ การกำจัดมันซะ แต่จะทำอย่างไรล่ะ 1. กลั้วปากกลั้วคอแรงๆ หือ กลั้วด้วยน้ำเกลือหรือน้ำโซดา ตามวิธีในเน็ต ผมลองแล้ว tonsilstone ยังฝังแน่น วิธีนี้ไม่ช่วยซักเท่าไหร่ 2. วิธีสุดคลาลสิก คือ การใช้ปลายหวีเขี่ย หรือ ใช้ cutton brush เขี่ย วิธีนี้ต้องใช้ความพยายามสูงมาก และเจ็บมาก กว่าจะควาน tonsilstone …

Read More
สาระน่ารู้

สาเหตุและอาการของกระเพาะอาหารอักเสบ พร้อมวิธีการดูแล

มารู้จักกับโรคกระเพาะอาหารอักเสบ เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบหรือเกิดการระคายเคืองบริเวณเยื่อบุภายในกระเพาะอาหาร สามารถเกิดขึ้นได้แบบเฉียบพลันในระยะเวลารวดเร็ว เป็นในระยะสั้น ๆ และหายภายใน 1-2 สัปดาห์ หรือมีอาการบ่อยครั้งเป็นระยะเวลานานจนเกิดการอักเสบเรื้อรัง ทำให้เกิดแผล และเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้ โรคที่เกิดจากภาวะที่มีแผลในเยื่อบุกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้นถูกทำลาย ซึ่งครอบคลุมหลายโรคด้วยกัน ตั้งแต่แผลในกระเพาะอาหาร โรคกระเพยกรวม ๆ ของาะอาหารชนิดที่ไม่มีแผล โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร รวมไปถึงโรคกระเพาะอาหารอักเสบที่กล่าวถึง สภาวะปกติภายในกระเพาะอาหารจะมีความเป็นกรดสูง ทำให้ต้องมีการสร้างชั้นเยื่อเมือกเคลือบป้องกันกรด ซึ่งเยื่อเมือกที่ว่านี้จะประกอบไปด้วยต่อมที่มีหน้าที่ในการหลั่งกรดและเอนไซม์ต่าง ๆ เพื่อช่วยในการย่อยอาหาร แต่เมื่อกระเพาะอาหารเกิดการอักเสบขึ้นจากหลายสาเหตุ โดยเฉพาะการติดเชื้อโรคต่าง ๆ ทำให้กระเพาะอาหารผลิตกรด เอนไซม์ และเมือกที่ช่วยเคลือบป้องกันกระเพาะอาหารได้น้อยลง จึงส่งผลต่อการย่อยอาหารนานขึ้น ผิวกระเพาะอาหารเกิดอักเสบได้ง่าย สาเหตุของโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ซึ่งโรคกระเพาะอาหารอักเสบยังไม่พบสาเหตุการเกิดโรคที่ชัดเจน แต่สันนิษฐานว่าอาจเกิดได้จาก 2 สาเหตุที่พบได้บ่อย ได้แก่ การติดเชื้อแบคทีเรีย เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter pylorior) เป็นเชื้อที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหารและน้ำดื่ม ส่วนอีกสาเหตุ คือ การรับประทานในกลุ่มยาต้านการอักเสบหรือยาแก้ปวด (Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs: …

Read More
สาระน่ารู้

โรคเอดส์ HIV โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ดูแลด้วยภูมิสมดุล

“โรคเอดส์” เป็นโรคร้ายแรงที่ยังไม่มีตัวยาใดมารักษาให้หายขาดได้ อีกทั้งยังพบผู้ติดเชื้อ เอดส์ เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นจึงทำให้องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดเอาวันที่ 1 ธันวาคม ของทุกปีเป็นวันเอดส์โลก เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงอันตรายจากโรคเอดส์นั่นเอง โรคนี้คือภูมิคุ้มกันบกพร่อง (AIDS : Acquired Immune Deficiency Syndrome) เกิดจากการติดเชื้อไวรัสมีชื่อว่า ฮิวแมนอิมมิวโนเดฟีเซียนซีไวรัส (Human Immunodeficiency Virus :HIV) หรือเรียกย่อ ๆ ว่า เชื้อเอชไอวี โดยเชื้อเอชไอวีจะเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันโรค ทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อมีภูมิคุ้มกันต่ำลง จนร่างกายไม่สามารถต้านทานเชื้อโรคได้อีก โรคต่าง ๆ (หรือเรียกอีกนัยหนึ่งว่า โรคฉวยโอกาส) จึงเข้ามาซ้ำเติมได้ง่าย เช่น วัณโรค ปอดบวม ติดเชื้อในระบบโลหิต เชื้อรา ฯลฯ การป้องกันโรคเอดส์ เราสามารถป้องกันโรคเอดส์ ได้โดย 1. ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ 2. …

Read More