แชร์ไว้เลย!!!”กรดไหลย้อน” หายได้เพียงกิน “ผักต้ม”คู่กับสิ่งนี้

สาระน่ารู้

โรคกรดไหลย้อน หมายถึงภาวะที่กรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะไหลย้อนมาในหลอดอาหาร ทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหาร ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอก

โรคกรดไหลย้อนมีหลายสาเหตุ ทั้งจากความเครียด, จากพฤติกรรมการรับประทาน เช่น ทานอาหารรสจัด อาหารมัน อาหารทอด ทานอาหารเสร็จแล้วนอนเลย ฯลฯ

คำแนะนำทั่วไปในการรับประทานอาหารสำหรับผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อน (ผู้มีสุขภาพดีก็ควรปฏิบัติ)

1. ใน 2 – 3 คำแรกของอาหารแต่ละมื้อ ควรรับประทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อไก่ เนื้อปลา ฯลฯ ก่อนอาหารประเภทอื่น เพราะการทานโปรตีนในคำแรกจะเป็นการกระตุ้นการสร้างน้ำย่อย เป็นการบอกร่างกายว่า ถึงเวลาที่จะต้องย่อยอาหารแล้ว และที่สำคัญอย่าลืมเคี้ยวให้ละเอียด และโปรดจำไว้ว่า ใน 2 – 3 คำแรก อย่าทานของเผ็ด ของเปรี้ยว ของมัน ผักสด ผลไม้สด ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม น้ำตาล ผักต้ม และข้าว (เรียงลำดับโทษจากมากไปน้อย)
2. เมื่อทานอาหารอื่นไปครึ่งมื้อแล้ว ค่อยเริ่มทานผักต้ม


ผักต้มที่แนะนำให้รับประทานสำหรับผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อน มีดังนี้

1. ผักที่มีฤทธิ์เย็น

บวบหอมต้ม มีฤทธิ์เย็น แนะนำให้ทุกคนที่เป็นโรคกรดไหลย้อนทาน โดยเฉพาะผู้ที่มีสาเหตุจากกรดเกินในกระเพาะอาหารและควรทานให้มากในมื้อเย็น บวบหอมต้มจะช่วยลดอาการแสบท้อง ร้อนท้อง แสบหน้าอก ปวดท้องเหมือนลำไส้ถูกบิดได้

2. ผักสีเขียวที่มีกากใยสูง

เช่น ผักหวานบ้าน, คะน้า, ผักกวางตุ้ง, ผักกาดแก้ว (ผักสลัด), ตำลึง, ผักบุ้ง, บล็อคโครี่ ฯลฯ ผักเหล่านี้ควรทานให้มากในมื้อเช้าและมื้อกลางวัน โดยขณะรับประทาน เน้นบริโภคคำเล็กๆ และเคี้ยวผักเหล่านี้ให้ละเอียดมาก 2 – 3 นาทีต่อ 1 คำ ก่อนกลืนผักให้ใช้ลิ้นช่วยจัดผักให้เป็นชิ้นเล็กๆ แผ่นแบนๆ (ไม่ให้เป็นก้อน) เพื่อเป็นการกระจายกากใย เพราะกากใยในผัก ช่วยซับกรด ดูดซับน้ำตาลส่วนเกิน ทำความสะอาดลำไส้ ช่วยให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหว เปรียบเหมือนเรามีหมอนวด นวดอาหารให้เคลื่อนไหวในลำไส้ บรรเทาอาการท้องผูก ให้มีการขับถ่าย และไล่ลมออกทางทวารหนัก

3. ผักสีขาวที่ย่อยง่าย

ผักสีขาวเป็นผักที่ย่อยง่าย เช่น กะหล่ำปลี ผักกาดขาว ดอกกะหล่ำปลี โตวเหมี่ยว ควรทานให้มากในมื้อเย็น ประโยชน์พิเศษของกะหล่ำปลี นักวิจัยหลายท่านเห็นด้วยกับการใช้กะหล่ำปลี ในการรักษาแผลในกระเพาะอาหาร เพราะกะหล่ำปลีประกอบด้วยซัลเฟอร์ ซึ่งช่วยในขบวนการหายของแผล สมานแผล รักษาการอักเสบ ช่วยซ่อมแซมผิวหนังและช่วยกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย (ที่มา : คัดลอกจากหนังสือ “น้ำทิพย์จากธรรมชาติ ทางลัดเพื่อสุขภาพจากผักและผลไม้” โดยทันตแพทย์จักรชัย และทันตแพทย์หญิงภัทรา หน้า 43 พิมพ์ครั้งที่ 4)

4. ผักที่เคี้ยวแล้วเป็นเมือก

ผักเหล่านี้ เมื่อเคี้ยวจะมีน้ำเป็นเมือก เหนี่ยวๆข้นๆออกมา คล้ายกับน้ำราดหน้า กระเพาะปลา เช่น ผักปลัง ผักดอกกระเจี๊ยบ (หาซื้อได้ในร้านขายน้ำพริก) ผักเหล่านี้เหมาะสำหรับคนที่มีสาเหตุจากความเครียด มีกรดเกินในกระเพาะอาหาร โดยรับประทานผักเหล่านี้เป็นคำสุดท้ายของมื้ออาหาร เพื่อให้เมือกเหล่านี้ ไปเคลือบกระเพาะและลำไส้ ป้องกันอาการแสบท้อง ป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร

5. เม็ดแมงลัก

มีกากใยสูง เหมาะสำหรับดูดซับน้ำตาลส่วนเกิน ทานเม็ดแมงลักตอนที่หิวข้าวและเริ่มแสบท้องในมื้อเช้า บรรเทาไปก่อน และหากในช่วงดึกมีอาการหิวและแสบท้องขึ้นมาอาจจะทานเม็ดแมงลัก เป็นการป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร

6. กล้วยน้ำว้า (ผู้ป่วยเบาหวานไม่ควรรับประทาน)

กล้วยน้ำว้า เพราะมีฤทธิ์เย็นในกระเพาะอาหารแต่จะมีฤทธิ์ร้อนที่ลำไส้ในการช่วยย่อยอาหาร ใช้เคลือบลำไส้ได้ดี เพราะจะเป็นเมือกเมื่ออยู่ในลำไส้

คำแนะนำเพิ่มเติม

หากโรคกรดไหลย้อนของท่านมีสาเหตุเกิดจากความเครียด มีกรดเกินในกระเพาะอาหารโดยมีอาการแสบท้อง ร้อนท้องร่วมด้วย เป็นต้น แนะนำให้ทานผักสีเขียวควบคู่กับกะหล่ำปลี ในสัดส่วน มื้อเช้า 80:20 กลางวัน 50:50 เย็น 30 :70 และมื้อเย็นอย่าลืมบวบหอมต้ม

ผลไม้ที่แนะนำสำหรับผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อน

1. แตงไทย เป็นพืชฤทธิ์เย็นเหมาะสำหรับคนธาตุร้อนที่มีอาการร้อนท้อง กล่าวคือ หากรับประทานแตงไทย แล้วไม่มีอาการจุกที่คอ ไม่มีอาการท้องอืด แสดงว่าแตงไทยเหมาะกับท่านในการบรรเทาอาการกรดไหลย้อน คนธาตุร้อนทานแตงไทยแล้วจะสบายท้องมาก แต่ผมซึ่งเป็นคนธาตุเย็นแถมมีอาการร้อนท้อง ทานแตงไทยเข้าไปแล้วจะจุกที่คอทันที และมีอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อยในมื้อนั้นเลย ต้องหาขมิ้นชันมาทานเพิ่มมากกว่าเดิม และรีบไปต้มเนื้อไก่ (หาโปรตีน) มาทานเพื่อเรียกน้ำย่อย

2. แคนตาลูป เป็นพืชฤทธิ์เย็น แต่เย็นน้อยกว่าแตงไทย ผมทานแล้วสบายท้อง ท้องไม่อืด อาหารย่อยได้ดี

3. ชมพู่ ไม่หวาน ไม่เปรี้ยว มีกากใยช่วยในการขับถ่าย

ผักและผลไม้ที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อน

1. ผลไม้ที่มีรสหวาน มีน้ำตาลทุกชนิด เช่น ลำไย เงาะ แตงโม ฯลฯ ผลไม้เหล่านี้ มีน้ำตาลในปริมาณที่สูง เมื่อเรารับประทานเข้าไป น้ำตาลในผลไม้จะมีฤทธิ์เป็นกรดที่ลำไส้เล็ก

2. ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวทุกชนิด มะเขือเทศ แก้วมังกร ฝรั่ง เสาวรส มะนาว เพราะมีวิตามินซีสูง เมื่ออยู่ในกระเพาะอาหารจะมีฤทธิ์เป็นกรด ทำให้จุกท้อง ท้องป่อง และสำหรับคนที่เป็นหนัก จะมีอาการแสบท้องร่วมด้วย

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก: Share-si

ปรึกษาปัญหาสุขภาพ โทร..093-974-5878
Line : 989shop

สาระน่ารู้
โรค Office syndrome สำคัญอย่างไรในชีวิต

ออฟฟิศ ซินโดรม (office syndrome) เป็นอาการชนิดหนึ่งที่ไม่ได้มีมาตามพันธุกรรม หรือการติดเชื้อไวรัสแต่อย่างไร แต่เป็นอาการของโรคที่เกิดขึ้นกับบุคคลที่ทำงานประจำ โดยเฉพาะบุคคลที่ต้องทำงานกับคอมพิวเตอร์ โน้ตบุค สมาร์ทโฟน หรือแม้กระทั้งวัยรุ่นหรือคนที่เล่นมือถือเป็นเวลานาน ๆ แน่นอนว่าตอนนี้อาการหรือโรคออฟฟิศ ซินโดรม (office syndrome) กำลังระบาดในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนที่ทำงานเกี่ยวกับเทคโนโลยีเหล่านี้โดยตรง ทำให้ร่างกายทำงานผิดปกติไปหมด ออฟฟิศ ซินโดรม (office syndrome) กับอาการที่เกิดขึ้น หลายคงคนสงสัยว่าโรคนี้มีอาการแบบใด แล้วเรารู้ด้วยตัวเองอย่างไร ตอบได้เลยว่าโรคนี้มีอาการที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล โดยประสบการณ์ตรงที่ได้ปรึกษาคุณหมอกับอาการที่เป็นอยู่ปัจจุบันแต่ไม่รู้ตัวว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร คุณหมออธิบายว่าเป็นอาการของออฟฟิศ ซินโดรม (office syndrome) โดยคุณหมอ อธิบายว่าร่างกายของเราสั่งการด้วยเคมีไฟฟ้า ทำให้ร่างกายของเราสามารถทำงานอย่างเป็นระบบได้ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีคนหยุดหายใจ คุณหมอก็เอาสายอะไรมากมายมาติดไวที่ตัวเราแล้วก็ปล่อยไฟฟ้ากระตุ้นการทำงานของหัวใจ ทำให้หัวใจเรากลับมาเต้นอีกครั้ง แสดงให้เห็นว่าร่างกายของเราตอบสนองต่อไฟฟ้าได้ และเมื่อเราทำงานหน้าจอคอมหรือมือถือนานๆเกิน 1 ชั่วโมง โดยไม่ออกห่างจากหน้าจอคอมหรือมือถือเลย ร่างกายเราก็จะตอบสนองต่อไฟฟ้าที่อยู่นอร่างกายในเวลาเดียวกันก็ต้องทำงานให้สัมพันธ์กับเคมีไฟฟ้าที่สั่งการในร่างกายด้วย ทำห่างกายเกิดความเครียด ย้ำอีกครั้ง ร่างกายเกิดความเครียด ทำให้ร่างกายทำงานไม่ปกติ …

สาระน่ารู้
5 สัญญาณ ที่บ่งบอกว่าคุณกำลังป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ต้องรีบเช็ค

มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ภัยร้ายที่กำลังมาแรงสำหรับคนไทยที่เริ่มมีวิถีชีวิตค่อนไปทางสังคมชาวโลกตะวันตกมากขึ้นทุกวัน จากสถิติผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ของบ้านเราในปี พ.ศ. 2551 พบว่ามีผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักรายใหม่กว่า 9,000 ราย พบบ่อยเป็นอันดับ 3 ในภาพรวมทั้งสองเพศ แต่เมื่อพิจารณาแยกเพศแล้ว เพศชายมีแนวโน้มเป็นโรคนี้มากกว่าเพศหญิง วันนี้แอดมินนำความรู้ดีๆ จากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ เพื่อให้คุณสังเกตสัญญาณอาการอันตรายของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ดังนี้ สัญญาณที่หนึ่ง ปวดท้องเป็นพักๆ เนื่องจากอุจจาระผ่านตำแหน่งที่มีเนื้องอกได้ยากลำบากกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการปวดเป็นพักๆ เมื่อก้อนเนื้องอกมีขนาดใหญ่มากขึ้น อุจจาระก็ยิ่งผ่านบริเวณนั้นได้ลำบากมากขึ้น อาการปวดจะรุนแรงขึ้นและปวดบ่อยขึ้น สัญญาณที่สอง มีอาการท้องผูกสลับท้องเสียต่อเนื่องหลายวัน สัญญาณที่สาม อุจจาระเป็นมูกปนเลือด เนื่องจากเนื้องอกมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก มักมีแผลแตกบริเวณก้อนร่วมด้วย ทำให้มีเลือดออกมาจากแผลนั้นเป็นระยะ สัญญาณที่สี่ ขนาดของลำอุจจาระเล็กลง เนื่องมาจากการที่รูของลำไส้ใหญ่แคบลง สัญญาณที่ห้า รู้สึกปวดถ่ายอยากเข้าห้องน้ำอยู่ตลอดเวลา แต่ถ่ายแล้วไม่ค่อยมีอะไรออกมา หรือมีอาการเหมือนถ่ายไม่สุด ใครที่เริ่มมี 5 สัญญาณอันตรายดังกล่าวก็อย่านิ่งดูดาย รีบไปพบแพทย์ตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดดีกว่านะจ้ะ   ปรึกษาเรื่องมะเร็งลำไส้ โทร..093-974-5878 Line : 989shop ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก: Share-si

สาระน่ารู้
สัญญาณอันตราย !!10 อาการ ที่บอกว่าคุณเป็น “โรคมะเร็ง”

ส่วนใหญ่แล้วอาการเจ็บป่วยต่างๆ ก็มักจะส่งสัญญาณให้เรารู้ตัวกันทั้งนั้น เพื่อให้เราหาทางรักษาได้อย่างทันท่วงที ซึ่งโรคมะเร็งก็เช่นกัน สัญญาณเพียงเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถบ่งบอกได้ แต่ทว่าคนเรากลับมักจะละเลยความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่เกิดขึ­­้นเพียงเล็กน้อย แต่ว่าจะมีสัญญาณสุขภาพใดบ้างที่บ่งบอกให้เราทราบได้ว่าเรากำลั­­­งเผชิญอยู่กับโรคมะเร็ง มาดู 10 สัญญาณของโรคมะเร็งที่คนเรามักมองข้าม มารู้กันไว้ซะ ก่อนจะสายเกินแก้ 1. มีก้อนเนื้อเกิดขึ้นในร่างกาย การที่ร่างกายของเรามีก้อนเนื้อแปลกปลอมเกิดขึ้น นั่นก็อาจจะเป็นสัญญาณของโรคมะเร็งได้ เช่นมะเร็งเต้านมในผู้หญิงเป็นต้น คนที่มีก้อนเนื้อแปลกปลอมส่วนใหญ่ถ­ึง 77% ไม่คิดว่าก้อนเนื้อเหล่านั้นเป็นสัญญ­าณอันตรายของโรคที่ร้ายแรง ซึ่งนั่นทำให้กว่าจะรู้ตัวว่าตนเองเป็นโรคมะเร็งก็สายเกินไปเสี­­­ยแล้ว ดังนั้นหากคลำเจอก้อนเนื้อแปลกปลอม ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจโดยละเอียดจะดีกว่านะ 2. อาการไอ และเสียงแหบแห้ง เวลาคนเราเป็นไข้หวัดก็มักจะมีอาการไอร่วมด้วยอยู่เสมอ แต่ถ้าหากคุณหายจากอาการไข้หวัดแล้วยังคงไออยู่ตลอดไม่หายเสียท­­­ีละก็ ก็อาจจะเป็นสัญญาณของมะเร็งปอด มะเร็งในต่อมไทรอยด์ หรือมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้เช่นกัน โดยอาการอย่างต่อเนื่องและตลอดเวลานั้นเป็นสัญญาณหนึ่งที่สำคัญ­­­แต่คนเรากลับละเลย และคิดว่าที่ไอนั้นเป็นเพราะสาเหตุอื่น ซึ่งจริง ๆ แล้วถ้าหากคุณมีอาการไอติดต่อกันเป็นเวลานาน ก็ควรจะไปพบแพทย์จะดีกว่า จะได้ทราบสาเหตุที่แท้จริงค่ะ 3. ความผิดปกติในระบบย่อยอาหาร โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่จะส่งผลให้ระบบการย่อยอาหารเกิดความผิดปกต­ิ รวมทั้งระบบขับถ่ายก็จะผิดปกติตามไปด้วย ดังนั้นถ้าหากคุณรู้สึกว่าอาหารไม่ย่อยบ่อย ๆ หรือแม้แต่เกิดอาการท้องผูกที่รุนแรงละก็ ควรไปพบแพทย์เพื่อให้แน่ใจว่าอาการเหล่านั้นไม่ใช้สัญญาณของการ­­­เกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ จะได้ไม่ต้องมานั่งวิตกกังวลกันทีหลัง 4. …